| suparnvisa's profile¤ۣۜ.. (๑'oo'๑) नमस्ते นม...PhotosBlogLists | Help |
¤ۣۜ.. (๑'oo'๑) नमस्ते นมัสเต >/l\< (๑'oo'๑) ¤ۣۜ..¤٠จำเป็นมั๊ยที่ทุกอย่าง ทุกการกระทำจะต้องมีเหตุผลมารองรับ |
|||||
|
|
แปะอารยธรรมอินเดียโบราณ
----------ลุ่มแม่น้ำสินธุนั้นเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมสำคัญแห่งหนึ่งของโลก(๑ใน ๔ แห่ง) คือ อินเดียโบราณ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ดังนั้นความเชื่อทั้งสองศาสนานี้จึงได้เผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆในชมพูทวีป(ทวีปเอเซียด้านตะวันออก) โดยอาศัยการเดินเรือไปตามชายฝั่งทะเลและข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนต่างๆในคาบมหาสมุทรอินเดียและคาบมหาสมุทรอินโดจีน ----------อารยธรรมของอินเดียโบราณนั้น ถือว่าการให้การศึกษานั้นคือการให้แสงสว่าง ที่มีความหมายไปถึงการช่วยให้เกิดสมรรถภาพที่จะต่อสู้กับความยากลำบาก และแก้ไขปัญหานานาประการในชีวิตให้ลุล่วงสำเร็จผลสมความปราถนา ดังนั้นการศึกษาจึงต้องสมบูรณ์โดยสามารถนำความรู้ไปใช้งานและปฏิบัติได้อย่างจริงจัง การมีความรู้เชี่ยวชาญทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ แม้จะเป็นเพียงแขนงวิชาเดียวก็ได้รับความสำเร็จได้ ด้วยเหตุที่มนุษย์มีความเชื่อว่า สังคมที่ก้าวหน้าไปได้นั้นขึ้นอยู่กับการศึกษาและถือว่าการศึกษาเป็นอภิสิทธิของชนชั้นสูงที่มีเวลาว่างและมีฐานะทางสังคมจะเข้าศึกษาได้ก็ตาม ----------ดังนั้นในพิธีอุปานยนะ หรือพิธีรับศิษย์เข้าเรียนในสำนักนั้น ก็มุ่งหวังที่จะเผยแพร่ความรู้นั้นให้กับกุลบุตรกุลธิดาโดยจัดเข้าไปในบทบัญญัติทางศาสนา เพื่อให้การศึกษาเกิดความเชื่อถือและปฏิบัติตามอย่างกว้างขวางและเคร่งครัด ----------คัมภีร์พฤหทาระณยกะอุปนิษัท ได้ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ----------“หนี้ที่มนุษย์มีต่อบิดามารดานั้นจะชำระได้มิใช่เพียงแต่โดยการมีบุตรสืบตระกูลเท่านั้น หากยังจะต้องจัดการให้บุตรเหล่านั้นได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีด้วย” ----------ด้วยเหตุนี้ชาวอารยันทุกคนที่อยู่ในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์และแพทย์ จึงย่อมได้รับการศึกษาตามคัมภีร์ ----------ภายหลัง(ประมาณพ.ศ.๕๔๔–พ.ศ.๑๕๔๔)ปรากฏว่ากษัตริย์และแพทย์ได้ห่างจากการประกอบพิธีอุปานยนะอย่างแต่ก่อน จึงเป็นเหตุให้พราหมณ์ได้รับการศึกษาจนมีความรู้ดีกว่า และได้มีการบัญญัติให้เป็นคำสั่งสอนทางศาสนาว่า การสอนวิชาหรือการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้อื่นนั้นเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้เป็นพราหมณ์เท่านั้นควรจะได้ทำหน้าที่สอนโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ หาไม่แล้วสังคมจะประนามอย่างแรง ถึงกับเลิกคบหาสมาคมและเลิกอำนวยความช่วยเหลือสิ้นทุกประการ ----------เพื่อให้พราหมณ์มีอาชีพเป็นครูบาอาจารย์และเป็นการส่งเสริมให้เกิดศักดิ์ศรีและความสนใจในการศึกษาของประชาชน คัมภีร์ต่างๆทั้งทางศาสนาและวัฒนธรรมได้ชักชวนให้รัฐและสังคมได้ดูแลให้ความเกื้อกูลอย่างเต็มที่แก่ผู้มีอาชีพสอนหนังสือหรือให้ความรู้แก่ผู้อื่น ทำให้ครูบาอาจารย์ได้รับการยกย่องอย่างสูงในสังคม โดยเฉพาะพราหมณ์ นั้นในคัมภีร์ยาชญวลกย สมฤติ บรรพที่ ๓ ได้กล่าวว่า ----------“การลืมวิชาที่ได้เล่าเรียนมา มีโทษเป็นบาปเท่ากับฆ่าเพื่อน หรือฆ่าพราหมณ์คนหนึ่ง” ----------ในคัมภีร์ศาสนานั้นระบุให้พราหมณ์ทุกคนถือเป็นหน้าที่ในชีวิตตน ที่จะต้องเผยแพร่วิชาความรู้ที่ตนได้เล่าเรียนมา จะบิดพริ้วหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ----------ดังนั้นในสำนักเรียน ที่เรียกว่า มัฐ นั้นจึงเกิดขึ้นในอารามของภิกษุในพุทธศาสนาก่อน ต่อมาศาสนาฮินดูได้จัดสำนักเรียนขึ้นตามอย่างในสถานที่สำคัญในศาสนาของตน ----------สำนักเรียนโบราณ(มัฐ)นี้อยู่ในความดูแลของ ปิฏกาจารย์ คืออาจารย์ผู้สอนหรือผู้ชำระหมวดแห่งคำสอน โดยมี อันเตวาสิก คือ ลูกศิษย์ที่มีความหมายว่า ผู้อาศัยอยู่ภายในบ้านหรือตระกูล และผู้ที่เป็นลูกศิษย์อาวุโสหรือหัวหน้าลูกศิษย์นั้นเรียกว่า เชฎฐานเตวาสิก และการจัดการศึกษาในชุมชนนั้นเป็นพระราชดำริของพระเจ้าชารลมาญมหาราช(CHARLEMAGNE)ทรงเริ่มขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ.๑๓๔๓ แต่เมื่อพระองค์สวรรคตการจัดการศึกษาก็หยุดไปด้วย ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช การศึกษาจึงเจริญรุ่งเรืองและแพร่หลายมากขึ้น มหาวิทยาลัยนาลันทา และมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา จึงเป็นศูนย์กลางการศึกษาชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดของชาวพุทธ ----------ครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้นั้นคนหนึ่งจะรับลูกศิษย์ได้ไม่เกิน ๑๐–๑๕ คน และลูกศิษย์นั้นตอบแทนครูบาอาจารย์ด้วย คุรุทัปษิณา คือสิ่งตอบแทนที่ศิษย์จะต้องหามาให้อาจารย์เป็นการช่วยเหลือการครองชีพของอาจารย์ ในวรรณคดีบาลีเรียกว่า “อาจาริยธน” แปลว่าเงินที่ให้ หรือเป็นส่วนของอาจารย์ แต่ในคัมภีร์มนุสมฤตินั้นได้ให้ ครูบาอาจารย์ ตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของตน คือการสอนหนังสือนั้นเป็นวิทยาทาน โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเตือนผู้ปกครองของลูกศิษย์ให้ระลึกว่า”พระคุณของครูบาอาจารย์ที่ได้สอนหนังสือให้แก่ลูกศิษย์ แม้เพียงให้รู้อักษรเพียงตัวเดียวนั้น ย่อมไม่มีสิ่งใดในโลกจะมีคุณค่าตอบแทนให้เสมอเหมือนได้” ----------สังคมสมัยโบราณเน้นการศึกษาจากคัมภีร์พระเวท ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานหรือโบราณศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของภาษาสันสกฤต เป็นความรู้ทางศาสนาที่เป็นหัวใจของชาวฮินดู ที่รวมปัญญาความคิดจากโบราณจารย์มาหลายชั่วอายุคน ตกทอดสืบเนื่องในความจำมานับพันปี ประกอบด้วยคัมภีร์หลัก ๓ ประเภท คือ ----------คัมภีร์สํหิตาหรือมนตร หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นชุมนุมบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า บทสวดขับร้อง มนตหรือพระสูตรคาถาที่ใช้สำหรับพิธีบูชายัญ โดยแต่งเป็นคำฉันท์ ----------คัมภีร์พราหมณะ หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นความร้อยแก้ว อธิบายความหมายของบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า บัญญัติบทสวดให้เหมาะสมกับการใช้ในที่ใด พรรณาถึงที่มาของบทสวดสรรเสริญในส่วนที่เกี่ยวกับพิธีบูชายัญ และยังได้อธิบายความหมายของพิธีนั้นด้วย ----------คัมภีร์อารณยกะ และอุปนิษษัท หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นบทประพันธ์ที่ว่าด้วยความคิดด้านปรัชญา ความคิดนึกเรื่องวิญญาณหรืออาตมัน เรื่องพระเป็นเจ้า โลก และมนุษย์ บางตอนในคัมภีร์นี้จะซ้ำกับคัมภีร์พราหมณะ ----------คัมภีร์ที่เป็นโบราณศาสตร์เหล่านี้ ได้แพร่หลาย ถ่ายทอดต่อกันไป โดยเฉพาะคัมภีร์สํหิตาหรือมนตร นั้น ได้มีโบราณจารย์ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสม จนแบ่งออกเป็น พระเวททั้งสี่ เรียกว่าคัมภีร์จตุรเวท ได้แก่ ----------สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ที่ใช้สวนสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้านั้นเรียกใหม่ว่า ฤคเวทสํหิตา ----------สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ว่าด้วยพระสูตรสำหรับใช้ในพิธีบูชายัญนั้นให้เรียกใหม่ว่า ยชุรเวทสํหิตา ซึ่งยังแบ่งออกเป็นสองสายคือ กฤษณยชุรเวท(ยชุรเวทดำ) และศุกล ยชุรเวท (ยชุรเวทขาว) ----------สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ว่าด้วยบทสวดขับร้องนั้นให้เรียกใหม่ว่า สามเวทสํหิตา ----------สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยมนต์หรือคาถาต่าง ๆนั้นให้เรียกใหม่ว่า อถรวเวทสำหิตา หรืออาถรรพเวท ----------จตุรเวทนี้ แต่ละคัมภีร์นั้นต่างมีคัมภีร์พราหมณะ อารณยกะ และอุปนิษัท เป็นบริวาร และชาวฮินดูโบราณถือว่าเป็น ศรุติ คือสิ่งที่ได้ยินมาจากพระเป็นเจ้า เป็นข้อความที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดเผยให้มนุษย์ทราบโดยผ่านฤาษีหลายตน และจะสถิตสถาพรไปชั่วกาลนาน จึงทำให้ คัมภีร์พระเวทนั้นเป็น อเปารุเษย แปลว่า สิ่งที่ไม่ได้สร้างด้วยมนุษย์และมีความเป็นนิตย์ที่ยืนยงคงอยู่ตลอดกาล ดังนั้นฤาษีที่ได้ฟังพระเวทนี้จากพระโอษฐของพระเป็นเจ้าเรียกว่า มนตรทรษฎา แปลว่า ผู้ที่ได้เห็นหรือได้รับมนตร์จากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง ส่วนคัมภีร์ที่มนุษย์จดจำปฏิบัติต่อกันมาจนเป็นประเพณีนั้นเรียกว่า คัมภีร์ สมฤติ (คัมภีร์จากความจำของมนุษย์) ซึ่งประกอบด้วยโบราณศาสตร์ที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ ดังนี้ ----------คัมภีร์เวทางค์ (เวท + องค หมายถึงแขนขาหรือส่วนประกอบของเวท) หรือเรียกอีกชื่อว่า สูตร เป็นคัมภีร์ที่มี ๖ วิชา ได้แก่ --------------------วิชาออกเสียง เรียกว่า ศิกษา --------------------วิชาแต่งกาพย์กลอนโคลงฉันท์ เรียกว่า ฉนทส --------------------วิชาไวยากรณ์ เรียกว่า วยากรณ์ --------------------วิชาว่าด้วยที่มาของศัพท์ เรียกว่า นิรุกต --------------------วิชาดาราศาสตร์ เรียกว่า โชยติษ ----------วิชาพิธีกรรม เรียกว่า กลป ----------การศึกษาวิชาออกเสียงและวิชาแต่งกาพย์กลอนโคลงฉันท์ นั้นจำเป็นสำหรับการเรียกอ่านพระคัมภีร์ ส่วนวิชาดาราศาสตร์ และวิชาพิธีกรรม นั้นสำหรับนำเอาความรู้นี้ไปใช้ในพิธีบูชายัญ คัมภีร์เวทางค์นี้มีลักษณะสำคัญคือ การเก็บเอาใจความมาย่อเป็นสูตรสั้น ๆแล้วให้คำอรรถธิบายประกอบโดยละเอียด เพื่อให้สะดวกแก่การท่องจำ เมื่อท่องจำสูตรได้ก็มักจะจำคำอธิบายโดยละเอียดได้เช่นกัน จึงพากันเรียกอีกชื่อว่า”สูตร” ----------อีกคัมภีร์ที่มีความสำคัญรองลงมาจากพระเวท คือ คัมภีร์อุปเวท มีวิชาที่เรียนกันอยู่ ๔ วิชาที่ศึกษาเพื่อทำหน้าที่เป็นแพทย์ นักรบ นักแสดง คือ ----------วิชาแพทย์ศาสตร์ เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์ฤคเวท เรียกว่า อายุรเวท ----------วิชายิงธนู เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์ยชุรเวท เรียกว่า ธนุรเวท ----------วิชาดนตรีและขับร้อง เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์สามเวท เรียกว่า คานธรวเวท ----------วิชาใช้อาวุธ เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์อถรวเวท ----------คัมภีร์อุปเวทนี้โบราณจารย์ได้เพิ่มให้อีกเป็น ๒ วิชาเป็นวิชาก่อสร้าง เรียกว่า สภาปตยเวท และวิชาศิลปวิทยา เรียกว่า ศิลปศาสตร์ ----------การศึกษาในอินเดียโบราณนั้นนอกจากเรียนคัมภีร์จตุรเวท (คือพระเวททั้งสี่ได้แก่ คัมภีร์ฤคเวท คัมภีร์ยชุรเวท คัมภีร์สามเวทและคัมภีร์อถรวเวทหรืออาถรรพเวท) แล้วยังต้องเรียกคัมภีร์เวทางค์และคัมภีร์อุปเวทอีก นอกนี้ยังมีมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่และคัมภีร์สำคัญที่ต้องเรียนต่อไปอีก เช่น ----------มหากาพย์ เป็นบทประพันธ์ประเภทกาพย์ ที่ใช้เรื่องราวปรัมปราเล่าสืบต่อกันมา เรียกว่า อิติหาส (อิติ+หา+อาส แปลว่า เป็นเช่นนั้นจริงจริง หมายถึงวิชา ประวัติศาสตร์นั่นเอง) ----------มหากาพย์รามายณะ เป็นมหากาพย์ชิ้นแรกของโลกที่รจนาโดย ฤาษีวาลมีกิ แต่งจำนวน ๒๔,๐๐๐ โศลก มีทั้งหมด ๗ กานฑ (กัณฑ์) หรือ ๗ ตอน เป็นเรื่องราวของพระรามและนางสีดา รามายณ แปลว่า การไปของราม ซึ่งหมายถึงการเดินทางบุกป่าฝ่าดงของพระรามในการติดตามหานางสีดา นั่นเอง ต่อมาเรื่องราวนี้ได้เผยแพร่ไปในเอเซียอาคเนย์ จึงเกิดวรรณคดีเรื่องนี้ในหลายชาติเช่น อินโดนีเซีย มลายู กัมพูชา ลาว พม่าและไทย สำหรับไทยนั้นได้แต่งเติมและสร้างเรื่องใหม่ให้เหมาะสมกับขนบธรรมเนียมฝ่ายกรุงศรีอยุธยาในชื่อว่า รามเกียรติ ที่ใช้การแสดงโขน ถ่ายทอดเรื่องราว ----------นอกจากนี้ยังมีกาพย์ที่สรรเสริญพระรามโดยพรรณาชีวประวัติและยกย่องคุณความดีอีกหลายเล่มเช่น กาพย์รฆุวงศ์ ของ รัตนกวี กาลิทาส ----------มหากาพย์มหาภารตะ มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่มีแต่งเป็นฉันท์โดยฤาษีเวทวยาสหรือกฤษณ ไทวปายน แต่งจำนวน ๑ แสนโศลกมีทั้งหมด ๑๘ บรรพ (ปรว) หรือประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ บรรทัด เนื้อเรื่องเป็นการพรรณาถึงการทำสงครามที่ขับเคี่ยวกันระหว่างพี่น้องสองตระกูลคือตระกูลเการพ (โกรพ) กับตระกูลปาณฑพ ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน คือ ท้าว ภรต (โอรสท้าวทัศยันต์กับนางศกุนตลา) เพื่อแย่งชิงราชสมบัติหรือแย่งกันปกครองแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประเทศต่างทุกแห่งแต่ฮินดูนั้นถือว่ามหาภารตะนี้ คือสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะที่ชนะอธรรม ณ ทุ่งกุรุเกษตร ต่างสู้รบกันนานถึง ๑๘ วันต่างสูญเสียรี้พลมากมายจนเป็น “มหายุทธ” ที่ดุเดือดบ้าคลั่งสงคราม เรื่องนี้เกิดก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ ๕๐๐ ปี นับเป็นงานวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่รวบรวมเรื่องปรัมปรา ขนบธรรมเนียมประเพณี และนานาปรัชญาจากพหุเทวนิยม เทวนิยม เอกนิยม ที่เต็มไปด้วยพลังทางสร้างสรรค์ นอกนั้นยังใช้เป็นธรรมศาสตร์ อรรถศาสตร์ นิติศาสตร์และโมกษศาสตร์ด้วย มหากาพย์นี้มีโศลกยกย่องว่า ----------“ สิ่งใดที่มีอยู่ในมหากาพย์นี้ สิ่งนั้นอาจมีให้เห็นในที่อื่นได้ แต่สิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในมหากาพย์นี้ สิ่งนั้นย่อมจะหาไม่ได้เลยในที่แห่งอื่น” ----------ในมหากาพย์มหาภารตะเรื่องนี้ ปรากฏมีชื่อ พระอาจารย์โทรณะ ว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยมในศิลปทั้งหลายรวมทั้งวิชาการณรงค์สงครามด้วย ด้วยเหตุนี้บรรดาเจ้าชายทั้งหลายต้องศึกษาและเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ผู้นี้ทั้งสิ้น ผู้รจนานั้นได้แต่งกาพย์หริวงศ์ เพื่อสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระกฤษณะผู้ที่ชาวฮินดูเคารพนับถือว่า เป็นอวตารปางหนึ่งของพระวิษณุเทพเจ้า จนมีชื่อเรียกว่า พระคัมภีร์พระเวทที่ ๕ อีกชื่อหนึ่ง ----------ศรียวาหระลาล เนห์รู ประธานาธิบดีอินเดียได้พูดถึงหนังสือมหากาพย์สองเล่มนี้ใน”พบถิ่นอินเดีย”ว่า”ข้าพเจ้าไม่รู้จักหนังสือเรื่องใดที่ใหนจะมีอิทธิพลเหนือจิตใจของมวลชนอย่างต่อเนื่อง และแผ่ไพศาลมากเท่ากับหนังสือสองเล่มนี้ แม้หนังสือนี้จะมีอายุเก่าแก่ดึกดำบรรพ์แล้ว หนังสือสองเล่มนี้ยังสร้างพลังอย่างจริงจังในวิถีชีวิตของประชาชนชาวอินเดีย” ----------สังคมชีวิตของอินเดียโบราณ จึงมุ่งเน้นการศึกษาศาสตร์และพระคัมภีร์ต่างๆมากมายสำหรับการสร้างอาณาจักรให้มั่นคง โดยยึดเอาความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการนำศาสนามาใช้ครองตนครองแผ่นดินสร้างอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
คัมภีร์โบราณต้นแบบของชีวิต ----------คัมภีร์โบราณที่เป็นต้นแบบชีวิตของชาวอินเดียโบราณในสมัยแรกนั้น เรียกว่า คัมภีร์ปัญจลักษณะ ได้แก่ ----------คัมภีร์ปุราณะ เป็นเรื่องราวที่มีมาแต่โบราณกาล ถือเป็นสารานุกรมที่รวบรวมความรู้นานาประการของชาวฮินดูโบราณ และสมัยกลาง ได้แก่ความรู้ทางศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ เรื่องราวของบุคคลสำคัญๆและพฤติการณ์ของบ้านเมือง ในปทานุกรมอมรโกษ ได้อธิบายถึง คัมภีร์ปุราณว่า เป็นคัมภีร์ “ปัญจลักษณะ” ที่มีเนื้อเรื่องประกอบด้วย ความเป็นมาของเอกภพ ความพินาศและกลับมีเป็นขึ้นใหม่ของเอกภพ ประวัติเทพเจ้าและทวยเทพ การครองโลกของพระมนู ๑๔ องค์ และประวัติของศูรยวงศ์ และจันทรวงศ์ คัมภีร์ปุราณนั้นเป็นคัมภีร์ที่ดำเนินเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของพระผู้เป็นเจ้าสามองค์ คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ นับเป็น”มหาปุราณ”มีจำนวน ๑๘ เล่ม (บางแห่งว่าภาคผนวกของมหาปุราณนั้นมี อุปปุราณ อีก ๑๘ เล่ม) คัมภีร์นี้มีประโยชน์สำหรับการศึกษาค้นคว้าเรื่องชีวิตของชาวอินเดียโบราณ ----------คัมภีร์ภควัทคีตา แปลว่า เพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้า เป็นตอนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นหัวใจปรัชญาของฮินดู โดยพัฒนามาจากลัทธภาควัต มีคำฉันท์เป็นบทโศลก ๗๐๐ บท หลักธรรมคำสอนให้คนเลิกคิดว่า ด้วยวิถีทางแห่งการเป็นนักบวชว่า ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ วรรณะหรืออาชีพใดก็ตาม หากมีความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็ย่อมจะบรรลุถึงความหลุดพ้นได้ทุกคน และเป็นคัมภีร์ที่เน้นหนักถึงวัตรปฏิบัติทางหลักจริยธรรม หรือหลักธรรมใดถ้าหากจากความเมตตากรุณาของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว กุศลผลบุญย่อมไม่บังเกิดขึ้นแต่ประการใด ----------คัมภีร์อุปนิษัท เป็นคัมภีร์ต่อท้ายคัมภีร์พระเวท เป็นคำสอนลี้ลับที่ว่าด้วยหลักหรือคำสอนเกี่ยวกับ ปรมาตมัน ที่เชื่อว่าเป็นความจริง นั้น อารตมันหรือวิญญาณของคนแต่ละชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของปาราตมัน จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุที่กรรมคือการกระทำ เมื่อหมดที่จะเวียนว่ายตายเกิดนับไม่ถ้วน ต่อเมื่อหมดกรรมแล้ว อาตมันทั้งหลายก็จะกลับคืนเข้าสู่ ปรมาตมัน ----------คัมภีร์ตันตระ เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วนคำสอนที่ลึกลับ เน้นหนักไปทางไสยศาสตร์หรือเวทมนต์คาถา ส่วนมากจะปรากฏเป็นคำสนทนาระหว่างพระศิวะกับนางทุรคา ผู้เป็นพระชายาว่าด้วยการสร้างโลก ความพินาศของโลก การบูชากราบไหว้พระเจ้า การบรรลุถึงสิ่งที่ปราถนาทุกประการ โดยเฉพาะการบรรลุถึงอิทธิฤทธิ ๖ และวิธีเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า ๔ วิธี ด้วยการบำเพ็ญสมาธิภาวนา คัมภีร์นี้ก่อให้เกิดลัทธิ ศกติ คือ ลัทธิลึกลับที่ใช้บูชาศักดานุภาพของเทพเจ้าฝ่ายหญิง คือ เจ้าแม่กาลี หรือเทวี ----------คัมภีร์พระไตรปิฏก เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มี ๓ ภาคคือ วินัยปิฏก –ระเบียบข้อบังคับสำหรับพระภิกษุสงฆ์ สุตตปิฏก-พระพุทธวัจนะของพระพุทธเจ้า และอภิธัมมปิฏก –คำสอนชั้นสูงหรือปรัชญาของพระพุทธศาสนา เป็นคัมภีร์ของผู้ตื่นแล้วจากความเป็นจริงของโลก พระพุทธองค์ทรงประกาศว่า ----------“มนุษย์จะหลุดพ้นเป็นอิสระจากสังสารวัฎ คือการเวียนว่ายตายเกิดได้ ก็โดยการกำจัดเสียซึ่งกิเลสตัณหาหรือความทะยานอยาก และโดยการมีไมตรีจิตต่อสรรพชีวิตทั้งปวง” ----------แม้ว่าต่อมานั้นพระพุทธศาสนาจะได้แยกออกเป็น ๒ นิกายคือ ----------นิกายหินยานหรือเถรวาท ซึ่งเป็นนิกายที่ถือตนเองว่ายึดมั่นอยู่กับคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้า โดยใช้บาลีเป็นภาษาบันทึกหลักธรรม นิกายนี้ได้เผยแพร่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศที่มีดินแดนอยู่ทางใต้ได้แก่ลังกา พม่า ไทย กัมพูชาและลาว จึงเรียกว่า นิกายฝ่ายใต้หรือทักษิณนิกาย ----------นิกายมหายานหรืออาจาริยวาท นิกายที่แตกแยกออกไปจากพุทธบริษัทเดิม ใช้ภาษาสันสกฃฤตเป็นภาษาบันทึกคำสอนต่างๆ ตามแนวทรรศนะของตน นิกายนี้ได้เผยแพร่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศที่มีดินแดนทางเหนือ ได้แก่ ทิเบต เนปาล จีน มงโกเลีย เกาหลี ญวน และญี่ปุ่น จึงเรียกว่านิกายฝ่ายเหนือหรือ อุตรนิกาย ซึ่งมีพระสูตรต่างๆมากมายเช่นคัมภีร์มหาวัสตุ คัมภีร์สลิตวิสูตร คัมภีร์พุทธจริต และที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีรน์สทธรรมปุณฑรีกสูตร ซึ่งยึดมั่นในแนวคำสอนว่า ----------“พระพุทธองค์ทรงสถิตสถาพรอยู่กับสัตว์โลกชั่วกัลปาวสาน และทรงเป็นผู้ประทานวิมุกติภาพให้แก่ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ” จึงทำให้พระพุทธศาสนานิกายมหายานนี้มีแนวสอนที่ใกล้เคียงกับศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาอื่นที่ถือว่า มีพระผู้เป็นเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ----------นอกจากคัมภีร์โบราณแล้ว นักอักษรศาสตร์ในสมัยราชวงศ์คุปตะ ได้นิยมการแต่ง กาวย หรือ กาพย์ ที่เต็มไปด้วยท่วงทำนองและใช้ถ้อยคำที่ได้รับการประดิษฐอย่างไพเราะเพริศพริ้งแพรวพราว จึงเกิดวรรณคดี ขึ้นมากมายในความอุปถัมภ์จากพระเจ้าแผ่นดิน นอกจากมหากาพย์ดังกล่าวแล้วยังมีงานของกาลิทาส รัตนกวีโบราณที่มีชื่อเสียงในการแต่งโคลงขับร้องและบทละคร มีผลงานที่สำคัญคือ มาลวิกาคนิมิตร (ความรักของมาลวิกาและอัคนิ) วิกรโมรวสี(อุรวสี ผู้ถูกพิชิตด้วยความกล้าหาญ และศกุนตลา(แหวนที่หาย) ส่วนงานวรรณกรรมอื่นนั้นมีมากมายเช่น รฆุวงศ์ เป็นกาพย์พรรณาวงศ์พระราม กุมารสมภพ บรรยายกำเนิดของขันธกุมาร หรือการติเกยะ เทพเจ้าสงคราม ฤตุสมหาร บรรยาย การหมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูกาล และเมฆฑูต ที่พรรณาถึงท้าวกุเวร เทพเจ้าแห่งขุมทรัพย์ ----------ส่วนวรรณกรรมสำคัญอื่นๆนั้นได้แก่ อุตตรรามจริต ของ ภวภูติ ที่พรรณาเรื่องราวตอนปลายของพระราม รัตนาวลี (สายสร้อยแก้วมณี) ของพระเจ้าหรรษ คีตโกวินท์(เพลงของคนเลี้ยงวัว)ของ ชัยเทว ผู้เป็นราชาแห่งกวีทั้งหลาย เรื่องนี้เป็นกาพย์พรรณาความรักอย่างดื่มด่ำของพระกฤษณะกับนางราธา สาวเลี้ยงวัวแห่งมถุรา หรรษจริต ของพาณ ที่พรรณาเรื่องชีวิตรักของจักรพรรดิหรรษ ในวัยหนุ่ม ในอินเดียโบราณตอนใต้นั้นมี กุราล ของกวีติรุวัลลุวาร พรรณาสาระสำคัญเกี่ยวกับชีวิต คือ การแสวงหาปัญญา ทรัพย์สินเงินทอง และความสุข ติรุวาจคัม ของกวีมาณิกกระวาจคระ ที่พรรณาถึงพระศิวะ ได้ดีที่สุดถึงกับมีคำกล่าวว่า”ใครก็ตามที่ได้อ่านติรุวาจคัมแล้ว ไม่เกิดศรัทธาปสาทะจนถึงกับน้ำตาไหลแล้ว หัวใจของผู้นั้นจะต้องเป็นหัวใจหินแน่เทียว”เป็นต้น ----------สำหรับนิทานที่เป็นบทเรียนใช้สอนกันแพร่หลายนั้นได้แก่ นิทานชาดกของพระพุทธศาสนา นิทานปัญจตันตระหรือนิทาน๕ หมวด นิทานหิโตปเทศ ของชาวฮินดู กถาสริตสาคร (สาครแห่งนิทาน) ของพราหมณ์โสมเทว นิทานเวตาล ซึ่งนิทานเหล่านี้ได้มีอิทธิพลไปถึงยุโรปนี้ดังปรากฏเป็นนิทานอีสิป ของอีสป(AESOP) ปราชญ์ชาวกรีก นิทานอาหรับราตรี บันเทิงทศวาร ของ บอคคาซิโอ (DECAMERON ของ BOCCACIO) นิทานซานเตอเบอรี่ (CANTERBURY ) นิทานลา ฟอนเต (LA FONTAINE ) และนิทานของกริมม์ (GRIMM) เป็นต้น ----------ในสมัยราชวงศ์คุปตะระหว่างพ.ศ.๘๖๓–พ.ศ.๑๐๓๓นั้นได้มีตำรับตำราที่เป็นโบราณศาสตร์เกิดขึ้นหลายแขนงมี ตำราตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์และตำราธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะคัมภีร์อรรถศาสตร์ ของ เกาฏิลย หรือ จาณักย อัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าจันทรคุปต์ แห่งราชวงศ์เมารายะ(ก่อนคริสตศักราช ๓๒๔–๑๘๗ ปี)ถือเป็นรากฐานกฏหมายสำคัญของชาวฮินดู และมีอิทธิพลไปยังดินแดนอื่นๆด้วย ต่างใช้เป็นต้นแบบของปรัชญาและข้อกำหนดของสังคม นับเป็นคัมภีร์โบราณศาสตร์ ที่เป็นต้นแบบสำหรับประเทศในดินแดนสุวรรณภูมิและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ----------ดังนั้นคัมภีร์ต้นแบบนี้นอกจากความเชื่อทางศาสนาแล้ว คัมภีร์ธรรมศาสตร์ ถือเป็นคัมภีร์หลักว่าด้วยหลักกฏหมาย จารีตประเพณีและสิทธิหน้าที่ของคนในสังคมฮินดู คัมภีร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ คัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนู และคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของ ยาชญวลกย หลักของคัมภีร์นี้เน้นเนื้อสาระที่สำคัญคือ หลักความประพฤติ และปฏิบัติ เรียก อาจาร อำนาจตุลาการเรียก วยวหาร และการลบล้างความผิด เรียก ปรายศจิตต กล่าวกันว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์นี้ ฤาษีจำนวน ๑๘ ตน(มีบางแห่งจำนวนต่างกัน)ได้ช่วยกันรจนาด้วยอำนาจที่พระผู้เป็นเจ้าดลใจให้ ต่อมาได้การยอมรับนับถือว่าเป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลเหนือระบบกฏหมายของประเทศนั้น ----------คัมภีร์อรรถศาสตร์ แปลว่า วิชาที่ว่าด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ ตำราที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ตำราอรรถศาสตร์ของเกาฏิลย หรือ จาณกย (วิษณุคุปต์) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระเจ้าจันทรคุปต์เมารย(เป็นพระอัยกาของพระเจ้าอโศกมหาราช) เมื่อศตวรรษที่ ๔ ก่อนคริสต์ศก กาฏิลย ผู้นี้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บิดามารดาตั้งชื่อว่า วิษณุคุปต์ เหตุที่เป็นชาวเมืองจาณัก จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จาณักย์ ในสมัยโบราณเป็นผู้ที่ปรีชาสามารถ มีชั้นเชิงในทางการเมืองหาตัวจับได้ยาก ชาวอินเดียขนานนามว่าเป็น MACHIAVELLI ของอินเดีย ในสมัยหนึ่งได้ตั้งตำบลจาณักยปุรีไว้เพื่อแสดงถึงปรากฏการณ์นี้ ----------“โบราณศาสตร์”นั้นเป็นตำรับตำราที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ เป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อราชบัลลังก์และอาณาจักร เพื่อใช้ปกครองดูแลและกำหนดชะตาเมือง ตลอดจนการเสริมอำนาจบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่เป็นเจ้าชีวิต และอาณาประชาราษฎรประสบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข แผ่พระเดชานุภาพให้ไพศาลไปทั่วสารทิศตลอดไป ----------วิชาการที่เป็นโบราณศาสตร์นั้นจึงเริ่มต้นมาจากอิทธิพลของศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ ชื่อของโบราณจารย์จึงมีตำแหน่งสูงส่ง ในดินแดนสุวรรณภูมิโดยเฉพาะอาณาจักรสยามนั้นปรากฏชื่อในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยว่า “ปู่ครู” หรือในเอกสารสมัยอยุธยาว่า พระราชครู หรือ พระโหราธิบดี ซึ่งไม่แตกต่างไปจากตำแหน่งพราหมณ์ ปิฏกาจารย์ พระมหาราชครู หรือปุโรหิต หรือ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ที่เป็นตำแหน่งสำคัญปรากฏในประเทศอื่น ที่รับเอาศาสนาพราหมณ์ ฮินดูและพุทธศาสนา ไปเป็นหลักในการศึกษาและสั่งสอนอาณาประชาราษฏร์ ----------ประเด็นที่น่าศึกษาต่อไปก็คือเส้นทางเดินของโบราณศาสตร์ชั้นสูงของอินเดียดังกล่าวนี้ได้เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิได้อย่างไร
ที่มาจาก : siam_discovery
ฉัน กับ คุณเวลาวันนี้มีโอกาสเข้ามาอ่านบล็อกในสเปซของตัวเอง ที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่hi5ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จะบอกว่าจริงๆแล้วเราชอบสเปซมากกว่าเธอนะ คุณhi5 555+ ก็อีกนั่นแหละ พอเข้าไปดูแล้วก็รู้สึกว่า... คุณที่ชื่อเวลานี่เค้ามีส่วนเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจริงๆนะ คุณที่ชื่อว่าเวลาเค้าเป็น...ยา คุณคนที่ชื่อว่าเวลาเค้าเป็น...เครื่องพิสูจน์ คุณคนที่ชื่อว่าเวลาเค้าเป็น...เพื่อน คุณคนที่ชื่อว่าเวลาเค้าเป็น...คนที่ตามไล่ตีก้นเวลาเราทำงานไม่ทัน บางครั้งเราก็ชอบเค้า แต่บางครั้งเราก็ไม่ชอบเค้า วันนี่คุณเวลาเค้ากำลังบอกอะไรเราบางอย่าง คุณเวลาทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น แล้วก็ทำให้เราเห็นความจริงของโลกแล้วก็อะไรๆอีกหลายอย่าง วันนี้....เราเชื่อใน "กฎของเวลา แล้วคุณล่ะเชื่อในอะไร??" ยิ้มเยอะๆนะ ^_____^ ![]() รามายณะ จาทำรายงานแปะๆๆๆ‘รามายณะ’ มหากาพย์ ? เรื่องเล่า ? นิยาย ? โดย ผู้จัดการรายวัน 14 กรกฎาคม 2551 เรื่อง - นาตยา บุบผามาศ Ramayana Fresco, Wat Phra Kaew, Bangkok photo by "Thaths ‘ราชาโคปาลาจารี’ ผู้สำเร็จราชการคนแรกของอินเดียได้กล่าวว่า “ท่านอาจจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศอินเดียได้ประสบพบเห็นสิ่งทั้งปวง แต่ท่านไม่สามารถเข้าใจซึ้งถึงวิถีชีวิตของอินเดียได้ หากท่านไม่ได้อ่านมหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ อย่างน้อยก็ในคำแปลที่ดีของวรรณกรรมสองเรื่องนี้ และท่านจะเข้าใจถึงวิถีชีวิตของคนอินเดีย” ‘รามายณะ’ เป็นวรรณคดีของอินเดียที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของชมพูทวีป แต่ผู้ได้รวบรวมแต่งให้เป็นระเบียบครั้งแรก คือ มหาฤๅษีวาลมีกิ เมื่อกว่า 2,400 ปีมาแล้ว โดยประพันธ์ไว้เป็นบทร้อยกรองประเภทฉันท์ภาษาสันสกฤต เรียกว่า โศลก จำนวน 24,000 โศลกด้วยกัน โดยแบ่งเป็น 7 ภาค (กาณฑ์ หรือ กัณฑ์) ดังนี้ พาลกาณฑ์ อโยธยากาณฑ์ อรัณยกาณฑ์ กีษกินธกาณฑ์ สุนทรกาณฑ์ ยุทธกาณฑ์ และอุตตรกาณฑ์ ‘รามายณะ’ เป็นวรรณคดีที่มีการดัดแปลง เล่าใหม่ และแพร่หลายไปในหลายภูมิภาคของเอเชีย โดยมีเนื้อหาแตกต่างกันไป และอาจเรียกชื่อแตกต่างกันไปด้วย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามระหว่างฝ่ายพระรามกับฝ่ายทศกัณฐ์ (ยักษ์) โดยพระรามจะมาชิงตัว นางสีดา (มเหสีของพระราม) ซึ่งถูกทศกัณฐ์ลักพาตัวมา ทางฝ่ายพระรามมีน้องชาย ชื่อพระลักษมณ์ และ หนุมาน (ลิงเผือก) เป็นทหารเอกช่วยในการทำศึก รบกันอยู่นานท้ายที่สุดฝ่ายยักษ์ก็ปราชัย เมื่อรามายณะแพร่หลายในหมู่ชาวไทย คนไทยได้นำมาแต่งใหม่ก็เรียกว่า รามเกียรติ์ ซึ่งมีหลายฉบับด้วยกัน ส่วนในหมู่ชาวลาวนั้น เรียกว่า พะลักพะลาม (พระลักษมณ์พระราม) ![]() รามายณะในแง่วรรณกรรม เรื่องรามายณะจากมุมมองของนักวรรณกรรมอย่าง ผศ.ดร.เสาวณิต วิงวอน แห่งคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านได้แจกแจงความหมายของชื่อ รามายณะ ที่มาจากคำว่า ราม+อายนะ แปลได้ว่า เรื่องราวของพระราม อันแตกต่างจากความหมายของนาม รามเกียรติ์ ที่แปลว่าเกียรติยศของพระราม แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่รามายณะจะมาเป็นมหากาพย์ ที่คนทั่วโลกรู้จักนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าสำคัญที่คน อินเดียเรียกว่า อิติหาส เป็นเรื่องราวของวีรบุรุษของ ชาวอารยัน เป็นผู้กระทำ ธรรมยุทธ์ คือการรบต่อสู้เพื่อธรรมะ ซึ่งเรื่องรามายณะนี้ยังถูกเล่าแทรกไว้ใน มหาภารตะ มหากาพย์เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของอินเดีย จากเรื่องเล่าก็มีการนำไปขับร้องประกอบดนตรีที่คนอินเดียเรียกว่า คาถานาราสังสี อาจารย์ได้ตั้งข้อ สังเกตว่าคนอินเดียมิได้เรียกรามายณะว่าเป็นมหากาพย์อย่างที่คนไทยคุ้นเคย แต่ได้จัดให้วรรณกรรมโบราณ นี้เป็น กาวยะ ถือเป็นเรื่องเล่าวีรบุรุษผู้สูงส่งด้วยคุณธรรมและด้วยการทำหน้าที่ตนตามจุดประสงค์ของ ศาสนาฮินดู “หากถามว่าในประวัติวรรณคดีอินเดียจะเรียกเป็นมหากาพย์หรือมหากาวยะไหม? ซึ่งคนอินเดีย เขาไม่เรียก อินเดียเขาจะมีมหากาวยะอยู่เพียง 6 เล่ม แต่ว่ามหาภารตะก็ดี รามายณะก็ดี อินเดียเรียกเป็น “กาวยะ” โดยทั่วไปเราจะคิดว่า มหาเท่ากับใหญ่กว่า แต่จริงๆ แล้วมันเป็นชนิดของคำประพันธ์ คำว่ามหากาวยะ เขาจะเน้น ชนิดของคำประพันธ์ จะเล่นกับฉันทลักษณ์ ดูความงดงาม “แต่กาวยะนั้นถ้าเทียบมันจะเป็นเรื่องซึ่ง ตรงกับคำว่า epic แต่คนอินเดียไม่เรียกมหากาพย์ ถ้าไปคุยกับ คนอินเดียก็จะบอกว่ารามายณะมันเป็นกาวยะ เราอาจนึกว่ามันด้อยไปหรือ ไม่ใช่ เป็นเรื่องเล่าวีรบุรุษผู้สูงส่งด้วย คุณธรรม และก็ด้วยการทำตามหน้าที่ของตน ตามจุดประสงค์หรือเป้าหมายของฮินดู ซึ่งมี 4 อย่างด้วยกันมีคือ1) อัฐฐะ คือประพฤติตนเป็นประโยชน์ 2) มีธรรมะ คือการทำตามหน้าที่ของตน 3) มีกามะ คือความพอใจใน เรื่องโภคทรัพย์ และ4) ในที่สุดไปถึงโมกษะ” ฉะนั้นเรื่องรามายณะจึงมิได้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งตรงที่พระรามรบชนะทศกัณฐ์และได้นางสีดาคืนมา แต่เรื่องยังมีเนื้อหาต่อไปจนจบที่โมกษะ (ความหลุดพ้น) คือพระรามกลับคืนสู่สภาวะ พระวิษณุ ถือเป็นแฮปปี้ เอนดิ้งของอินเดียที่งดงามมาก เรื่องราวของพระรามนี้เป็นแบบอย่างอันพึงปฏิบัติของคนอินเดีย คือ เมื่อเป็นลูกก็เป็นลูกที่ดี เป็นกษัตริย์ ก็เป็นกษัตริย์ที่ดี เป็นสามีที่ดี กล่าวคือ ทรงทำหน้าที่อย่างครบถ้วน นอกจากนี้รามายณะยังถือเป็นตำนานวีรบุรุษที่ชาวอารยันต่อสู้กับชนเผ่าทราวิทหรือดราวิเดียน ที่มีเค้าเรื่องจริงในทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย “เรื่องนี้ได้ชื่อว่าเป็นกาวยะเรื่องแรกของอินเดีย ก่อนมหาภารตะเป็นอธิกาวยะเรื่องแรกก็ได้รับการยกย่องอย่างนี้ ซึ่งมีมหาภารตะเป็นกาวยะเรื่องที่สอง “ถ้าถามว่านี่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แค่ไหน ก็มีเค้าเงื่อนจริงทางประวัติศาสตร์ ดินแดน ที่อารยันยึดครองก็มีเส้นเขตแดนประมาณนี้ คือตอนเหนือของประเทศ เรามีเส้นตรงนี้เรียกว่าเป็นมัธยประเทศ เป็นที่ครอบครองของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งตรงนี้ทำผังตามเรื่องรามายณะคือ ดินแดนตอนบนเป็นที่ที่อยู่ของพระราม จะมีอโยธยาอยู่ประมาณนี้ ต่อมาเหมือนอารยันจะแผ่ดินแดนลงมารุกรานชนพื้นเมืองดั้งเดิมโบราณนั้น” แต่ว่าในทางประวัติศาสตร์นั้นเชื่อว่าพวกอารยันไม่เคยลงมาถึงทางอินเดียใต้ได้จริงๆ ทั้งนี้มีการพบสันดอนใต้น้ำที่เรียกว่า รามเสตุ (สะพานของพระราม) ที่เล่ากันว่านี่คือสะพาน ที่พระรามให้พลลิงสร้างขึ้นเพื่อยกพลไปสู่ลงกาของทศกัณฐ์ จากเรื่องเล่าวีรบุรุษ รามายณะได้รับการพัฒนาให้พระรามกลายเป็นอวตารภาคหนึ่งของพระนารายณ์ได้อย่างกลมกลืน ในอินเดียมีรามายณะมากมายหลายฉบับหลายภาษา แต่ที่แพร่หลายคือ รามายณะฉบับภาษาฮินดี คือ รามจริตมานัส รามายณะฉบับของวาลมีกินั้นมีเนื้อหาแบ่งเป็น 7 บทหรือ 7 ภาค แต่เชื่อกันว่าบท 1 และ 7 เป็นเรื่องที่แต่งในภายหลังเพราะมีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับบทอื่นๆ 7 บทที่ว่านี้คือ พลกัณฑ์ อโยธยากัณฑ์ อรัญกัณฑ์ ขีดขินกัณฑ์ สุนทรกัณฑ์ ยุทธกัณฑ์ อุดรกัณฑ์ ![]() รามายณะสมบัตินานาชาติ เรื่องราวของพระรามได้รับการเผยแพร่ไปสู่ดินแดนอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลศาสนาฮินดูและวัฒนธรรมอินเดีย เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา ไทย เป็นต้น “ยกตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย ที่พรหมมานัน เกาะชวา มีเรื่องราวเกี่ยวกับรามายณะและมหาภารตะเยอะมาก ที่พรหมมานันทุกวันนี้เขามีการแสดงรามายณะกลางแจ้งกันอยู่ มีเทศกาลช่วงหน้าแล้ง ของที่ระลึก สิ่งที่เป็นการแสดง เช่น วายังกุลิต ตัวใหญ่คือพระราม ตัวเล็กคือสีดา แม้อินโดนีเซียจะนับถือศาสนาอิสลาม แต่คนอินโดมีรากฐานวัฒนธรรมฮินดู คนทุกวันนี้ก็ยังรู้จักรามะและสีตา ที่นครวัดมีภาพแกะสลักหินเยอะมาก “ในประเทศไทยเองที่ทับหลังกับหน้าบันที่ปราสาทหินของไทยมีภาพจำหลัก ที่พนมรุ้ง ที่พิมาย ที่น่าแปลกคือเรารู้ได้ว่ามิใช่รามเกียรติ์แต่เป็นรามายณะ เพราะตอนาคบาศเป็นตอนที่นิยมกันมาก มีภาพมนุษย์ 2 คนถูกนาครัด ถ้าเป็นรามเกียรติ์จะเป็นพระลักษมณ์เพียงผู้เดียวที่ถูกนาคบาศ แต่ฉบับอินเดียพระรามต้องศรนาคบาศด้วย “ที่วัดวิษณุในกรุงเทพฯ ก็จะเป็นประติมากรรม มีเทวรูปพระวิษณุกับลักษมี ช่องทางซ้าย-ขวาก็แสดงถึงอวตารปางสำคัญ นี่ก็มีปางที่เป็นพระราม แล้วก็มีหนุมานด้วย“ อาจารย์เสาวณิต เล่าให้ฟัง นอกจากที่ปรากฏในรูปประติมากรรม จิตรกรรม ในปัจจุบันก็มีการจัดการประชุมรามายณะ นานาชาติอยู่เป็นประจำด้วย แม้ในประเทศที่ไม่ได้รับวัฒนธรรมฮินดู เรื่องรามายณะเป็นที่จับใจคนไปทั่วโลก “มีการประชุมรามายณะนานาชาติอยู่เป็นระยะๆ สิ่งที่เป็นเกียรติภูมิของเราก็คือการประชุมนี้ครั้งแรกจัดขึ้นที่อินเดีย คือยกเครดิตให้ประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของรามายณะ ครั้งที่ 2 จัดที่ประเทศไทย เป็นดินแดนของรามายณะที่ค่อนข้างเข้มข้นหน่อย ที่อินเดียเขาจัดที่เมืองอโยธยา ของเราก็จัดที่อยุธยา English: Battle at Lanka, Ramayana, Ramayana, by Sahib Din. Battle between the armies of Rama and the King of Lanka. Udaipur, 1649-53. “ที่น่าสนใจคือ เรื่องนี้มีทุกภูมิภาคในโลกนี้ ที่ยุโรปก็พูดเรื่องเดียวกัน คือพูดกันอย่างเข้าใจ มีความรู้สึกว่าเรื่องนี้มิใช่สมบัติของภูมิภาคเอเชีย แต่เป็นของทั้งโลก “ตราบใดที่ภูเขาและแม่น้ำทั้งหลายยังมีอยู่บนพื้นปฐพี ตราบนั้นเรื่องของพระรามก็ยังคงอยู่ในโลกต่อไป เราจะเห็นว่าทุกวันนี้มีการนำเรื่องรามายณะทำเป็นการ์ตูน เป็นภาพยนตร์ ก็คิดว่าถ้าน้ำยังไม่ท่วมโลก มีแม่น้ำบนโลกนี้ เรื่องของพระรามก็ยังคงเล่าขานกันอยู่” อาจารย์เสาวณิตปิดท้ายด้วยความเชื่อของชาวอินเดียที่ว่ากันว่า ถ้าท่านได้อ่านหรือฟัง รามายณะถือว่าล้างบาปได้ ตายไปก็บังเกิดในพรหมโลก แม้อ่านเพียงโศลกเดียวผู้ที่ไม่มีบุตร ก็จะได้บุตร อายุยืนเป็นต้น ![]() เปิดโลกทัศน์สถาปัตยกรรม จากโลกวรรณกรรม ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้พาเรามารู้จักรามายณะในโลกของศิลปะสถาปัตยกรรมและพิธีกรรมของคนอินเดีย จาก ประสบการณ์ที่อาจารย์ได้เคยศึกษาระดับปริญญาเอกที่อินเดียถึง 4 ปี ทำให้ได้มีโอกาสเดินทาง ชมศาสนสถานที่เกี่ยวกับพระรามในชมพูทวีปนี้หลายแห่ง อาจารย์เชษฐ์เริ่มต้นด้วยการอธิบายเมืองต่างๆในอินเดียที่เชื่อกันว่ามีความสัมพันธ์กับเรื่องรามายณะ เริ่มต้นที่เมืองอโยธยา (อยู่ระหว่างเมืองลัคเนาและโคลักปูร์) ที่นี่เชื่อว่าคือเมืองอโยธยา ของพระราม ต่อมาพระรามได้เดินป่ามาอยู่ที่เมืองนาคปูร์ (Nagpur) ซึ่งพระองค์อยู่ที่นี่ถึง 10 ปี ก่อนจะทำการรบกับทศกัณฐ์ ที่นี่มีเขาลูกหนึ่งชื่อ รามเต็คซึ่งต่อมากลายเป็นเมืองหลวงของ อาณาจักรวะตาตากะ “ที่เมืองนาคปูร์นี้คนอินเดียนิยมไปสักการะและทำพิธีสารทคือการอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย เขาเชื่อว่าพลังของพระรามอยู่ที่นี่ “ต่อมาก็มีเมืองนาสิก (Nasik) ซึ่งเชื่อว่าพระรามและพระลักษมณ์ตัดจมูกนางสำมนักขาที่นี่ถัดมามีเมืองหนึ่งชื่อเลปักษีหรือเลปักชี เป็นเมืองที่ทศกัณฐ์ขว้างแหวนไปโดนนกชฎายุตกมาตาย ท้ายสุดก็ลงมาที่รามเสตุตรงนี้ ที่เมืองราเมชวลัม (Rameswaram) เพื่อข้ามไปลังกาจะเห็นได้ว่ามี ตำนานเล่าเรื่องไล่ลงมาจากอินเดียเหนือสู่อินเดียใต้เลย” จากนั้นอาจารย์เชษฐ์ได้เล่าประสบการณ์ที่พบเห็นประกอบภาพถ่ายที่อาจารย์ได้บันทึกไว้ ทั้งศาสนสถานที่เกี่ยวกับพระรามและพิธีกรรมสำคัญ เช่น แม่น้ำสรายุที่เมืองอโยธยา เชื่อว่าเป็น แม่น้ำที่พระรามข้ามไปอีกฝั่งในตอนที่พระองค์เดินป่า, ภูเขารามเต็คที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งอาศรมของ พระราม ที่นี่มีเทวาลัยทรงศิขร 3 องค์ องค์สูงคือเทวาลัยพระราม รองลงมาคือของพระลักษมณ์และ สีดาตามลำดับ, ภาพเมืองวิชัยนคร หรือเมืองขีดขินของสุครีพ ที่นีมีถ้ำที่เล่าว่าพาลีรบกับทรพี นอกจากนี้กษัตริย์แห่งวิชัยนครนับถือศาสนาฮินดูไวษณพนิกาย คือนับถือพระนารายณ์เป็นใหญ่ ที่เมืองโบราณนี้มีเทวาลัยพระรามที่เรียกว่า เทวาลัยฮะซาดระรามะ (เทวาลัยพระรามพันองค์) มีประติมากรรมเกี่ยวกับรามายณะเต็มไปหมด “เมืองอโยธยา สภาพปัจจุบันมีแต่เทวลัยรุ่นหลังคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งนั้นเลย เพราะว่าโดนทำลายหลายครั้งจากคนในอีกศาสนาหนึ่ง เคยมีการเผารถไฟทั้งขบวนที่ผู้โดยสารเป็นคนที่จะไปบูชาพระรามมาจากคุชราต คนตายเป็นร้อย ถ้ามีการปลุกประเด็นนี้ขึ้นมาเหมือนเขาพะรวิหารตอนนี้ “ปัจจุบันช่วงท้ายๆ มีการทะเลาะกันถึงขั้นคนฮินดูปีนมัสยิดไปแล้วทุบโดม ตำรวจก็เข้าไปห้ามเกิดการทะเลาะกันวุ่นวาย เพราะตอนนี้มัสยิดนั้นกลายมาเป็นโบราณสถานไปแล้ว ไม่สามารถที่จะรื้อได้แล้ว เพราะฉะนั้นเขาเลยบอกว่าใช้หลักฐานทางโบราณคดีไปจัดการแล้วกัน ลองขุดไปดูกลางมัสยิดว่ามีซากของเทวาลัยพระรามอยู่ไหม? ถ้ามีก็ให้สร้างเทวาลัยคู่กับมัสยิดนั้น ทีนี้ขุดแล้วเจอ เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาก็พยายามประนีประนอมด้วยการสร้างเทวาลัยข้างมัสยิด แล้วก็จัดให้ประตูอยู่คนละฝั่งกัน ซึ่งประเด็นนี้เกิดขึ้นเหมือนกันที่เมืองมถุราที่กฤษณะชนัมภูมิ คือที่กำเนิดพระกฤษณะ ก็เป็นมัสยิดและเป็นเทวาลัยอยู่คู่กัน หันหน้าคนละทิศ “รามายณะยังทำให้เกิดประเพณีต่างๆ ที่สำคัญคือ เทศกาลวิชัยทศมี เป็นเทศกาลฉลองชัย พระรามที่รบชนะทศกัณฐ์ เป็นงานฉลองใหญ่จัดในช่วงประมาณเดือนตุลาคม ฉลองยาวนาน ประมาณ 1 เดือน ในเทศกาลนี้มีการแสดงที่เรียกว่า รามลีลา คือแสดงเรื่องรามายณะ แสดงทุกวัน จนวันสุดท้ายเรื่องจะตรงกับตอนที่พระรามปราบทศกัณฐ์ได้ซึ่งตรงกับวันวิชัยทศมีพอดี “ถัดจากนั้น 1 เดือนเชื่อว่าเป็นช่วงที่พระรามกลับถึงอโยธยา มีงานเทศกาล ดีปาวรี หรือลอยกระทงอินเดีย ในเทศกาลนี้ชาวเมืองจะจุดตะเกียงหรือประทีปประดับทั้งเมือง ต้อนรับการกลับมาของพระราม มีการให้ขนมและรูปเคารพแก่กัน เป็นต้น อาจารย์เชษฐ์ยังบอกอีกว่า ในทางศิลปะมีรูปเคารพหรืองานจิตรกรรมมากมายที่เกี่ยวกับพระราม เช่น ประติมากรรม รูปพระภรตมีรองพระบาทของพระรามอยู่บนศีรษะ ปัจจุบันแสดงที่พิพิธภัณฑ์ใน กรุงเดลี, ประติมากรรมรูปพระราม พระลักษมณ์ สีดาในศิลปะแบบอินเดียใต้, ภาพสลักที่เทวาลัยปาปะนาฏ ที่เมืองปาตาดากัล ตามซุ้มมีภาพจากเรื่องรามายณะไล่เรียงไปจากต้นจนจบ, ที่ถ้ำเอโลร่า (Ellora) มีภาพวาดเรื่องมหาภารตะด้านหนึ่งและรามายณะอีกด้านหนึ่ง, ที่เมืองวิชัยนคร มีภาพหนุมาน ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการนับบูชาหนุมาน เป็นต้น รามายณะมีแง่มุมทั้งที่แตกต่างและเหมือนกับ ‘รามเกียรติ์’ ในภาคภาษาไทยที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยกันดี ถึงแม้ว่าแก่นเรื่องรามายณะจะเป็นเรื่องรัก โลภ หลง จนสร้างความวิบัติให้ตัวเอง ญาติพี่น้อง พวกพ้องและบ้านเมือง แต่เรื่องราวแบบนี้ยังคงร่วมสมัยอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ******************** O-O ตาสว่าง O-Oมีคนเคยบอกว่า...เราไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้เพียงลำพัง
กรูก็คิดว่านั่นมันถูก เพราะกรูอยู่บนโลกนี้แค่คนเดียวไม่ได้แน่ๆ
ไม่งั้นกรูจาเม้าส์ จะเดินเล่น จะนั่งเรียน จะทำรายงานกลุ่ม
จาร้องคาราโอเกะ จาดูหนัง จาฟังเพลง
จาก๊อบเพลง จาดูคลิป...กะคัย ((หมายถึงคลิปตบตีอ่ะนะ))
เพราะกิจกรรมพวกนี้ถ้ากรูทำคนเดียว ((เพียงลำพัง)) นั่นหมายถึงมันต้องไม่สนุกแน่ๆ
เคยร้องคาราโอเกะคนเดียวมะ มานห่อเหี่ยวสุดตรีนเรยอ่ะ
ไม่รู้จาโดดเด้ง ดีดดิ้นกะคัย ((แรดคนเดียวมานไม่หนุกเท่าแรดกานเปนฝูงหรอกจิงมะ))
เคยดูคลิปเด็กโน่นนี่นี่นั่นตบกานมะ ต้องเคยสิ เคยดูกานทุกคนแหละ
ดูคนเดียวอ่ะมานไม่ได้ฟิวเท่าดูกะเพื่อนอีกโขยงหรอกช่ายมะ
เพราะดูคนเดียวเราก็ไม่รู้จาวิพากวิจารย์อารายต่อมิอารายกะคัย
อุ๊ยๆๆคิงๆหันเตี่ยวในมานก่อ เนี่ย!!!ดูคนเดียวคุนจาวิจารย์กะคัย ขืนพูดไปก็บ้าเดะ
((อันนี้เปนกานยกตัวอย่างอย่าคิดมาก))
มานสนุกนะจิงมะการอยู่กะเพื่อนเนี่ย ไม่มีคัยเถียงหรอกว่าไม่จิง
แต่บางครั้งการที่เราอยู่คนเดียวมานก็กลับดีกว่าการอยู่กับคนร้อยพ่อพันแม่
เราไม่รู้เรยว่าคัยเปนไง คิดอะไร ต่อหน้าเค้าอาจจะคุยกับเราดี
ทำตัวเปนเพื่อนที่ดี จนเราคิดว่านี่แหละเพื่อนแท้
มีไรก็เอาไปปรึกษามาน
มานก็ทำตัวเปนผู้ฟังที่ดี เปนแม่/พ่อพระ รับฟังทุกปัญหายิ่งกว่าศิราณี
แต่ชิชะ!!! มันน่ะแหละตัวดี ตอแหล
พอลับหลังก็เอาไปเม้าสกันมันส์สนุกปาก
ไอเราก็นึกว่าเปนคนดี เปนเพื่อนที่ดี ให้จัยไปเต็มๆ แต่ดูมานทำเดะ
แร้วอย่างงี้จาให้กรูไว้ใจคัยได้อีก
กรูไม่รู้นะว่าคัยจาเข้ามาอ่านบล็อคกรูวันนี้บ้าง กรูไม่ได้เจาะจงด่าคัย
เพราะกรูก็แค่มาระบายอารมณ์ ก็มานบล็อคของกรู เสปซของกรู
((ขอโทดนะคะสำหรับคนที่ไม่เกี่ยวข้องมานโมโหจิงๆ))
(( ตอแหล : โกหก ตอแหล2:น่ารัก ไม่เชื่อไปเปิดพจนาณุกรมดูนะคะ แร้วจามาหาว่าสุพรรณวิษาหยาบคาย))
วันเนี๊ยกรูตาสว่างแร้ว กรูรู้แร้วว่ากรูไว้ใจคัยไม่ได้
เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว ถ้าไม่อยากให้กลายเปนหัวข้อเม้าส์ประจำวัน
ก็ไม่ควรนำไปพูดให้คัยฟัง เข็ดจิงๆพวกหน้าไหว้หลังหลอก
ปากหวานสันดานตูบ
ถึงกรูดูเลวร้าย แต่กรูไม่เคยเอาเรื่องที่เพื่อนมาปรึกษาไปตั้งเปนหัวข้อเม้าส์ประจำวันเว้ย!!!
เพื่อนไว้ใจเรา มาปรึกษาเรา ก็เพราะเค้าเชื่อใจเรา
เรื่องบางเรื่องพูดไปแร้วมานไม่ก่อประโยชน์กับคัยก็อย่าพูด
อย่าคิดแค่ว่าเม้าส์กันสนุกปากไปวันๆ แต่เรื่องที่พวกแกสนุกน่ะ มานอาจจะไม่สนุกสำหรับบางคน
สุดท้ายนี้...การทำให้คนอื่นผิดหวังน่ะ กรูถือเปนเรื่องเลวร้ายที่สุด
สุดท้ายอีกที...การแกล้งทำตัวเปนใบ้ซะบ้างมานก็ทำให้เรามีความสุขกับชีวิตที่เงียบๆของเรามากกว่าการเด่นดังใน
กลุ่มขาเม้าส์...
TODAY iS MY BiRTHDAY" TODAY iS MY BiRTHDAY"
จะมีกี่คนที่จำได้ว่าวันนี้เปนวันเกิดของกรูนะ???
ใช่!!!กรูกำลังเรียกร้องความสนใจ ใช่!!! มานใช่จิงๆ!!! ไม่ผิดหรอกถ้าคุนจะคิดอย่างนั้น
กรูกำลังเรียกร้องความสนใจจากคัยบางคน
หรือคัยอีกหลายๆคน กรูไม่ได้ต้องการให้คัยต่อคัยมาห้อมล้อมกรู
ไม่ต้องการ เพราะถ้าเปนอย่างงั้น กรูคงวีนแตก
เพราะกรูไม่ชอบอยู่กับคนเยอะๆ ไม่ชอบเสียงดังๆ ((ถึงกรูจาชอบแหกปากเสียงดังก็เหอะ ))
กรูไม่ต้องการให้คัยมาจัดวันเกิดให้ ไม่ได้ต้องการให้เพื่อนๆมาปาร์ตี้ที่บ้าน
ไม่ต้องการเป่าเค้กวันเกิด ไม่ต้องการของขวัญที่เสแสร้ง
ยังไงน่ะหรอ??? ก็กรูซื้อของขวัญให้เมิงแร้วนะ วันเกิดกรูเมิงก็ต้องซื้อให้กรูด้วย
ไรประมานนั้น
แร้วกรูต้องการอะไรน่ะหรอ??? กรูต้องการแค่ได้ยินเสียง ได้ยินคำพูดว่า "สุขสันวันเกิด"
จากโทรศัพท์ จากข้อความ หรือจากตัวหนังสือใน msn จากคนสองคน
แค่นี้จิงๆ แต่กรูยังไม่ได้เรย ยังไม่มี แม้แต่เสียงโทรศัพท์
หรือข้อความใดๆเรยจากคนสองคนนั้น
เรื่องมานเริ่มตั้งแต่เมื่อคืน กรูรอโทรศัพท์ตั้งแต่เที่ยงคืน
หวังว่ามานจะดัง รอจนหลับไป มานก็ไม่มีวี่แววว่าจะดังเรยแม้แต่น้อย
จน 01: 02 มีข้อความเข้ามาจากเฮีย ((ขอบคุนนะจ๊ะเฮีย ))
6:20 แม่ก็โทรมา ((นู๋รักแม่นะ ))
07:22 ข้อความจากจี๋เพื่อนที่กรูรักมากๆคนนึง ถึงจาห่างกานไปนานมากๆ
ก็ตั้งแต่จบป.6 ต่างคนก็ต่างแยกกันไปเรียนที่อื่น แต่แกก็ไม่เคยลืม ((ซึ้งจิงๆว่ะ ขอบจัยแกนะ))
9:25 เคนเพื่อนตอนเรียนประถมก็โทรมา เพราะกรูบอกเมื่อวานหรอก เหอๆ แต่ก็ดีจัยนะ
โทรมาตอนเรียนศิลปะพอดีเรย กิ๊ฟจำได้ว่าเคนวาดรูปเก่งมากๆ
12:36 พี่ป๊อปพี่ชายสุดที่รักของกรูก็โทรมา แถมยังบอกว่า
" วันเกิดนู๋ นู๋จาให้ไรพี่ป๊อปล่ะ " ก็เรยโดนขอของขวัญไปหนึ่งชิ้น
(( กลับมาอย่าลืมเอามาให้น้องนะ ))
16:25 แม่เอ๋เดินมาเบิร์ดเดย์ที่บ้านพร้อมเงินอีกจำนวนนึง โฮะๆๆ
จนถึงตอนนี้กรูก็ยังรอโทรศัพท์ ฯลฯ จากคนสองคนนี้อยู่
ขอบคุนเพื่อนๆ แระทุกๆคนนะคะที่อวยพรวันเกิดให้กิ๊ฟวันนี้ ถึงจาไม่ได้เอ่ยชื่อ
แต่กิ๊ฟก็ขอบคุนพวกคุนมากจิงๆ ขอบคุนคำอวยพรของบรรดาท่านเจ้าป้า
ที่ขอให้หลานเอ็นฯติด นู๋รักเจ้าป้าทุกคนน๊าค๊า
" วันเกิดก็คือวันๆนึง ลืมๆมานไปบ้างก็ได้ วันเกิดมานก็แค่วันที่ทำให้เราแก่ลงอีกปี "
" นู๋รักพ่อกะแม่นะ ขอบคุนที่ทำให้นู๋มีตัวตนมาเดิน มาวิ่ง มาพูด มาแหกปาก มามีส่วนร่วมอยู่บนโลกใบนี้ ขอบคุนค่ะ "
ไม่ว่าอะไรจาเกิดขึ้น ยังไงซะโลกนี้ก็ยังมีอะไรๆให้กรูได้เห็น ได้สัมผัส และได้สนุกอีกเยอะ
รักพ่อกับแม่มากมาย
รัก...
|
|
|||
|
|